สำหรับคนที่สนใจอยากทำประกัน แต่ยังไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจว่าควรซื้อประกันชั้นไหน ชั้น 1 ก็น่าสนใจ ชั้น 2+ 3+ ก็ดีไม่แพ้กัน ในวันนี้เราจะมาเปรียบเทียบ ประกันรถยนต์ถึงความคุ้มครองและราคาที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันว่าอยู่ในขอบเขตที่เท่าไหร่ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ พร้อมทั้งไขคำตอบว่าสรุปแล้วประกันชั้นไหนดีที่สุด
เปรียบเทียบ ประกันรถยนต์แต่ละชั้นต่างกันอย่างไร
สำหรับความแตกต่างในการเปรียบเทียบ ประกันรถยนต์ ส่วนใหญ่ครอบคลุมทั้งในเรื่องของความคุ้มครองและราคาที่ต้องจ่าย รวมถึงสิทธิพิเศษที่ได้รับ โดยหลัก ๆ แล้วประกันแต่ละชั้นมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
- ประกันชั้น 1 ราคาเบี้ยประกันเฉลี่ยเริ่มต้น 10,000 – 16,000 บาท ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุรถชน รถสูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม ดูแลทั้งในส่วนของทรัพย์สินชีวิตและร่างกาย รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและการประกันตัว
- ประกันชั้น 2+ ราคาเริ่มต้น 7,000 – 9,000 บาท ความคุ้มครองครอบคลุมใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 ต่างกันแค่ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมที่บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบ
- ประกันชั้น 2 ราคาเริ่มต้น 4,000 – 5,000 บาท ความคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะกรณีรถชนรถเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนเสริมอื่น ๆ เป็นมาตรฐานที่ประกันทุกประเภทต้องมี
- ประกันชั้น 3+ ราคาเริ่มต้น 6,000 – 8,000 บาท ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 2+ แต่ต่างตรงที่ไม่คุ้มครองในกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
- ประกันชั้น 3 ราคาเริ่มต้น 2,000 – 4,000 บาท ความคุ้มครองครอบคลุมเพียงแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน ร่างกาย และชีวิตของบุคคลภายนอก รวมถึงการประกันตัว
ควรเลือกประกันรถยนต์รูปแบบไหนดีที่สุด
หากเทียบประกันรถยนต์แต่ละชั้นนั้น จะทำให้คุณเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่ากรมธรรม์เหมาะกับการใช้งานรถของตัวเองหรือไม่ และหากไม่รู้จะเลือกยังไง เรามีทางเลือกที่ดีที่สุด ดังนี้
- ประกันชั้น 1 เหมาะกับรถป้ายแดง ผู้ขับมือใหม่ ผู้ขับรถเร็ว ผู้ที่ต้องใช้งานรถบ่อย และจำเป็นต้องขับรถทางไกล
- ประกันชั้น 2+ และ 3+ เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานรถและต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกัน ในกรณีที่จอดในที่ที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัยและเสี่ยงต่อการสูญหาย แนะนำให้ทำประกัน 2+ แต่หากพบว่าระบบการรักษาความปลอดภัยดี ไม่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ทำประกัน 3+ จะตอบโจทย์กว่า
- ประกันชั้น 2 และ 3 เหมาะสำหรับคนที่ขับรถชำนาญ รถอายุไม่เกิน 7 ปี และไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรง
หวังว่าการเปรียบเทียบ ประกันรถยนต์แต่ละชั้นที่เรากล่าวไปข้างต้น พร้อมทั้งวิธีการเลือกแบบไหนดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนที่สนใจอยากทำประกัน จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรซื้อประกันชั้นไหนและซื้อไปแล้วจะได้ ความคุ้มครองอย่างไร ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คุณสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบหรือเปรียบเทียบกับบริษัทประกันหลายบริษัท เพื่อเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด
